บล็อกเกอร์ นี้จัดทำขึ้นเพื่อ ศึกษาเกี่ยวกับการทำการตลาดบน Facebook เพื่อให้ศึกษาวิธีการทำและเทคนิคต่างๆ สำหรับผู้คนที่สนใจ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาอินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน (0012006) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เทคนิคการวัดผลการทำการตลาดใน Facebook



        

หลายคนที่เริ่มต้นทำการตลาดผ่าน Facebook คงอยากจะทราบว่า

การตลาดที่เราทำผ่าน Facebook ได้ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งวิธีที่คุณควรจะทำคือการ "วัดผล (Tracking)" ซึ่งวันนี้ผมจะเล่าถึงเทคนิคการวัดผลการตลาดบน Facebook กันว่ามีวิธีและเทคนิคอะไรบ้าง  ซึ่งการวัดผลใน Facebook ครั้งนี้ผมของเน้นไปที่ การวัดผลจากการสร้าง "หน้า (Page)" ใน Facebook กันนะครับ ซึ่งมันเหมาะสมกับการทำการตลาดมากกว่าการสร้าง "หน้าส่วนตัว (Profile)" ที่เหมาะสำหรับเรื่องส่วนตัวมากกว่า 




1. Facebook Insight
นี้คือเครื่องมือที่ Facebook ให้มาพร้อมกับตัวของ "Page" ที่คุณสร้างขึ้นมาทันที เป็นเครื่องที่จะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของคนที่"ชอบ (Like)" หรือเข้ามาในหน้า "Page" ว่าเค้าเป็นใคร เข้ามาทำกิจกรรมอะไรบ้าง โดยสามารถเข้าเช็กข้อมูล Insight ได้ที่http://www.facebook.com/insights ซึ่งเมื่อเข้ามาหน้านี้ก็จะเป็นหน้ารวมของ "Page" ท้ังหมดที่คุณได้สร้างไว้ และสามารถกดเข้าไปดูรายละเอียดความเคลื่อนไหวของกิจกรรมาต่างๆภายใน "Page" ของคุณได้ทันที โดย Facebook insights จะมีข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 

         1.) ข้อมูลของผู้ใช้ (Users)
เราสามารถดูข้อมูลของผู้ใช้งาน (Active User) ที่เข้ามาใน "Page" ของคุณได้โดยแบ่งเป็นรายวัน และยังสามารถจำนวนคนที่ "ชอบ (Like)"ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ (New Likes) ในแต่ละวัน รวมถึงยังดูได้ว่า มีกี่คนที่ "ยกเลิก (Remove Likes)" ในแต่ละวันได้เช่นกัน ส่วนนี้สามารถดูว่าหน้าของเราได้รับความนิยมมากได้ระดับไหน?  
รวมถึงยังดูข้อมูลของผู้ที่ชื่นชอบหน้าของเราได้ (Demographic) โดยสามารถดู เพศ, ช่วงอายุ, ประเทศ-เมือง และภาษาที่ใช้ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะทำให้เรารู้ว่ากลุ่มเป้าหมาย (Target) ของเราเป็นใคร และอยู่ที่ไหน  รวมถึงยังสามารถดูได้ว่า คนที่เข้าในหน้า "Page" ของเราเข้ามามี "กิจกรรม (Activity)" อะไรบ้าง เช่น เปิดดูกี่หน้า (Page Views) หรือเข้ามาดูอะไรบ้างเช่น วีดีโอ, ภาพ หรือ ไฟล์เสียง ซึ่งทำให้เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ที่เข้ามา ว่าเค้ามีพฤติกรรมอย่างไร และชอบทำอะไรบ้างในหน้า "Page" ของเรา

         2.) ข้อมูลการเข้ามามีส่วนร่วม (Insights)
คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่คุณนำไปลงประกาศในหน้า "Page" มีคน "ชอบ (Like)" ติ-ชม (Comment) หรือ "ยกเลิก (Unscribes)" ซึ่งจะเป็นตัววัดว่า ข้อมูลที่คุณลงไปในหน้าได้ผลตอบรับมากน้อยแค่ไหนจากข้อมูลในส่วนนี้  
บางคนอาจจะงงๆ ว่าทำไมคุณอาจจะสร้าง "Page" มาแล้วแต่ทำไมไม่สามารถเห็นข้อมูล Insight ได้ทั้งๆ ที่ผมเป็น Administrator หรือคนดูแลหน้า ซึ่งจริงๆแล้วคุณจะเริ่มเห็น Insight ได้ก็ต่อเมื่อมีคน "ชอบ (Like)" หน้าของคุณ 30 คนขึ้นไปครับ ข้อมูลส่วนนี้ถึงจะแสดงออกมา 
คุณสามารถตรวจสอบว่ามีคนกี่คนที่เข้ามร่วมกิจกรรมต่างๆ ในหน้าของคุณ เช่น เข้ามา "ตอบ (mentions)""ลงประกาศพูดคุย (Disscussion Posts)""รีวิว (Reivew)""มาลงประกาศบนหน้า (Wall Post)" หรือแม้แต่การลงข้อมูลในรูปแบบ "วีดีโอ (Video)"ซึ่งหากข้อมูลมีน้อย นั้นหมายถึงจำนวนคนที่เข้ามา ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับหน้า "Page" ของเราเท่าไร แต่หากมีจำนวนสูง นั้นหมายถึงคนที่เข้ามา มีความสนใจในหน้า "Page" ของเราเป็นจำนวนมาก  

สำหรับคนที่ต้องการนำข้อมูลเหล่านี้ไปทำรายงาน หรือการวิเคราะห์ต่อ ผมแนะนำให้ "ดึงข้อมูล (Export)" ข้อมูลออกมาโดยใช้http://www.facebookinsightsdata.com/ ซึ่งเป็นเว็บเอาไว้ใช้ในการดึงข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ออกมาจาก Insight  




2. ใช้ Google Analytics ในการวัดผล
หากเราพูดถึงระบบวัดผลและเก็บสถิติแล้วละก็ Google Analytics ดูจะเป็นบริการตัวแรกๆ ที่หลายๆ คนพูดถึงและเคยใช้บริการนำติดตั้งในเว็บไซต์ของตน เพื่อวิเคราะห์ยอดคนเข้าเว็บไซต์ว่ามีจำนวนเท่าไร อย่างไรบ้าง แต่คุณรู้ไหมครับ ว่า Google Analytics น้ันก็สามารถนำติดตั้ง แล้ววัดผลสถิติ คนเข้า Facebook ของคุณได้เช่นกัน มาดูกันเลยว่าทำกันอย่างไร?

วิธีการเริ่มต้นนำ Google Analytics ใส่ลงไปใน Facebook ของคุณ


         1.ไปสมัครใช้บริการ Google Analytics กันก่อนนะครับ ซึ่งหากใครมี Google หรือ Gmail.com Account ก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้เลยที่ http://www.google.com/analytics หลังจากนั้นเข้าไปที่  Analytics Accounts > + Add new profile เมื่อเข้ามาแล้วกรอกข้อมูลลงไปในการเริ่มสมัครจะติดตามข้อมูลเว็บไซต์ใหม่ ในที่นี่คือ Facebook สิ่งที่เราต้องการคือ รหัสระบุตัวเว็บไซต์ จะมีลักษณะ ดังนี้UA-2520096-3


               2.เนื่องจาก Facebook ไม่อนุญาติให้เราสามารถใส่ Java Script ได้ซึ่ง Google Analytics ก็จะสร้างระบบเก็บข้อมูลออกมาเป็น Java Script ซะด้วย ดังนั้นเราจึงต้องทำ รหัสที่ได้นำไปเปลี่ยนให้เป็น "ภาพ (custom image)" เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้ใน Facebook ได้โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ http://ga.webdigi.co.uk/ กรอกข้อมูลตามด้านล่างแล้วกด "Generate Code" 


               3.การจะใส่โค็ดจากที่อื่นๆลงไปใน Facebook ของเราๆ ต้องไปเปิดบริการ Static FBML (http://www.facebook.com/apps/application.php?id=4949752878) เข้าไปหน้านี้แล้ว กดที่ "Add to my Page" แล้วเลือกหน้า page ที่เราอยากจะให้ Add เข้าไป แล้วกลับเข้าไปที่ Edit page แล้วไปที่เมนู FBML แล้วกดที่ Edit แล้วก็ใส่ Code ที่ได้จากข้อที่ 2 ลงไปในช่องว่าง กด Save ก็เป็นอันเสร็จพิธี 




หลังจากนั้นรอประมาณ 1 วันเพื่อให้ Google Analytics เข้ามาเก็บข้อมูลใน Facebook ของเรา แล้วจะทำการรายการจำนวนคนเข้าอย่างละเอียดเชิงลึก ซึ่งจะลึกมากกว่า Facebook Insight อย่างมากเลยทีเดียว



ทั้งหมดนี้คือ 2 วิธีที่คุณจะสามารถวัดผลการทำงาน ของ Facebook Page ของคุณได้อย่างง่ายๆ จริงๆ จะมีวิธีและเทคนิคมากกว่านี้ แต่วันนี้เอาแบบง่ายๆ basic กันก่อนๆ ที่เริ่มเข้าสู่แบบ Advance ขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งการวัดผลจากระบบเก็บสถิติ จะทำให้เรารู้ถึงพฤติกรรมในเชิงลึกของสมาชิกของคุณว่าเค้ามีพฤติกรรมอย่างไรอย่างลองเริ่มทำตามแล้วเก็บข้อมูลและศึกษาสมาชิกของ Page ของคุณให้มากขึ้นนะครับ เพราะนี้คือข้อมูลพื้นฐานเลยครับในการทำการตลาดผ่าน Facebook ก่อนที่เราจะเริ่มเข้าไปสู่การตลาดใน Facebook เชิงลึกมากขึ้นเรื่อยๆ

(http://www.pawoot.com/facebook-tracking)











กฎ 10 ข้อของการทำตลาดบนเว็บ

 เมื่อเร็วๆ นี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ของไทยได้นำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์มาผนวกเข้ากับแคมเปญโฆษณาหลัก ซึ่งในศตวรรษนี้ถ้ากิจกรรมการตลาดใดไม่มีกิจกรรม ออนไลน์ผนวกเข้าไปด้วย แคมเปญนั้นก็ไม่ต่างจากโฆษณาทางโทรทัศน์ที่ไม่มีเสียงประกอบนั่นเอง




      โดยรวมแล้วการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้การทำตลาดออนไลน์สมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อดูตัวเลข สถิติต่างๆ ประกอบแล้ว ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตกว่า 18 ล้านคน โดย 4 ใน 5 ใช้อินเตอร์เน็ตค้นหาข้อมูลสินค้าหรือร้านค้า โดยใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตมากกว่าสื่อโทรทัศน์ 2 เท่า และมากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ถึง 5 เท่า สรุปโดยง่ายๆ ว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ กำลังใช้มุ่งวางแผนการตลาดให้เข้าถึงทุกที่ที่มีลูกค้าอยู่ซึ่งรวมถึงโลกออนไลน์

     เป็นที่รับรู้กันว่าธุรกิจขนาดเล็กเข้าสู่กระบวนเศรษฐกิจดิจิตอลช้ากว่า ซึ่งการ เข้าถึงหรือการใช้ระบบออนไลน์ยังน่าหวั่นใจเมื่อยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางด้าน เทคนิคหรืองบประมาณ อีกทั้งยังมีภาษาหรือศัพท์ใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม มันเป็นโลกของการจ่ายต่อคลิก (pay-per-click) อัตราการคลิกผ่าน (click-through rates) และคนเข้าชมเว็บที่มีความเฉพาะ (unique visitors) แม้ว่าอินเตอร์เน็ตยังไม่ใช่ธุรกิจหลักของ SME แต่มันช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้ อินเตอร์เน็ตทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น และคุ้มต่อการลงทุน

     10 หัวข้อต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่เจ้าของธุรกิจควรรำลึกอยู่เสมอ เพื่อสร้าง โอกาสการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ให้ได้ผลมากที่สุด



 1. ถ้าคุณยังไม่มีเว็บไซต์ ก็จัดการมาหนึ่งเว็บ หรือถ้าคุณมีแล้วก็ลงทุนกับมัน 
ธุรกิจ SME ในไทยที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จากกว่า 1 ล้าน SME ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการเข้าถึงหรือการใช้อินเตอร์เน็ตของประเทศไทยบางที SME อาจมีแนวโน้มเข้าสู่ระบบออนไลน์มากกว่านี้ ถ้า รู้ว่าการทำเว็บไซต์นั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิค หรือมีความสลับซับซ้อน อย่างมากเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ จริงๆ แล้วเว็บควรออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย รูปแบบสะอาดตา น่าอ่าน และให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับลูกค้า เช่น รายละเอียดในการติดต่อ เวลาเปิดทำการ คำแนะนำการสั่งซื้อ การชำระเงิน ที่ตั้ง และคำตอบต่อคำถามที่มีบ่อยๆ

     สำหรับบริษัทที่มีเว็บไซต์แล้ว ลองคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ตกลงซื้อสินค้าในที่สุด การอำนวยความสะดวกในการชำระเงินและความปลอดภัย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าโดยตรงจากเว็บของคุณ โดยไม่ต้องโทร.มายืนยัน หรือเสียเวลานั่งรถมาสั่งซื้อสินค้า




2. แน่ใจว่าลูกค้าหาเว็บไซต์ของคุณเจอ     
จำนวนเว็บเพิ่มขึ้นตลอดเวลาในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีเอกสารมากกว่า 1 พันล้านหน้าเพิ่มขึ้นในผลการค้นหาของกูเกิล เหมือนลูกค้ากำลังงมเข็มในมหาสมุทร สิ่งสำคัญคือคุณต้องทำให้ลูกค้า ค้นหาเจอได้อย่างง่ายดาย ด้วยเทคนิคเพียงเล็กน้อย เทคนิคอื่นๆ คือการดีไซน์เว็บที่ดูเรียบง่าย โครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี จะช่วยให้เครื่องมือการ ค้นหาอย่างกูเกิลค้นหาคุณและจัดเก็บไว้ในระบบได้ดี



3.เมื่อมีคนค้นหาเว็บของคุณก็มีโอกาสปรากฏบนผลการค้นหาของกูเกิล นั่นเอง    
 เมื่อทำตัวให้ค้นหาได้ง่ายในออนไลน์แล้ว ธุรกิจขนาดเล็กก็มีโอกาสขยายธุรกิจได้มากขึ้น การเริ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่เว็บผ่านโฆษณา ออนไลน์ Google AdWords ซึ่งใช้งานได้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลา และได้ผลตอบรับ การดีขึ้น โดยสามารถวัดผลผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับนำไปวิเคราะห็ได้ว่าควรจะเจาะกลุ่มการโฆษณาไปยังลูกค้ากลุ่มใด ซึ่งเป็นการขยาย ฐานลูกค้าและเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มอีกด้วย เค้าพบว่าเมื่อเริ่มต้นทำโฆษณาด้วย Google AdWords มีผู้คลิกเข้ามาที่เว็บไซต์เพิ่มขึ้นประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยทีเดียว



4.เมื่อคุณเข้าไปอยู่ในที่ที่ลูกค้าคุณอยู่แล้ว คุณก็ต้องเข้าใจความต้องการ ของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง คนไทยใช้เวลากับสื่อออนไลน์เกือบ 34 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ว่าพวกเขาทำอะไรในโลกออนไลน์ล่ะ อินเตอร์เน็ตเป็นเหมือนช่องทางแรกในการค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบสินค้าและราคา ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ จากการศึกษาพบว่านักช็อป ชาวไทยถึง 72 เปอร์เซ็นต์ ค้นหาข้อมูลบนออนไลน์ ก่อนเดินทางไปซื้อจริงที่ร้าน หรือสั่งซื้อออนไลน์ การค้นหาธุรกิจในท้องถิ่นค่อนข้างเป็นที่นิยมมาก ซึ่งในความ เป็นจริงแล้ว ผู้บริโภคชาวไทยยังชอบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหารดีๆ ร้านดอกไม้ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

  
5.จัดการผลตอบแทนจากการลงทุน   
แนวคิดนี้ไม่เพียงแค่สำหรับการทำการตลาดออนไลน์ เท่านั้น แต่มันยังบริหารจัดการง่ายด้วยเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ อินเตอร์เน็ตช่วยให้นักการตลาดได้พบกับความโปร่งใสและ การตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้อย่างน่าทึ่ง นักโฆษณาสามารถประมูลคำค้นหา เพื่อให้โฆษณาปรากฏเฉพาะกับลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการ ดังนั้น จึงมั่นใจที่จะเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความสนใจและต้องการซื้อสินค้าจริงๆ ที่สำคัญการทำการ ตลาดผ่านระบบการค้นหา ทำให้นักโฆษณาจ่ายเงินเฉพาะเมื่อมีผู้ที่สนใจสินค้ามาคลิกบนโฆษณาของเขา นั่นหมาย ความว่าคุณจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีลูกค้าต้องการซื้อสินค้าเท่านั้น แน่นอนผลตอบแทนจากการลงทุนจึงสูงไปด้วย


6.การเขียนตรงโฆษณาว่า “คลิกเลย”  
การที่คุณโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ ไม่ได้หมาย ความว่าคุณต้องลดมาตรฐานในการทำโฆษณา เพราะอินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ช่องทางในการทำโฆษณามาตั้งแต่ต้น พวกไฟกะพริบ โฆษณาแบบป๊อปอัพ และเครื่องหมายตกใจเฉิ่มๆ นี้ เป็นของโบราณที่เว็บไซต์ส่วนใหญ่นิยมใช้กัน แต่การที่จะดึงดูดลูกค้าให้เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของคุณนั้น คุณต้องเขียนโฆษณาให้ถูกประเภทด้วยเช่นกัน และสิ่งที่ทำให้ ลูกค้ารู้สึกสนใจไม่ใช่เพียงแค่มีคำว่า “คลิก” เท่านั้น เทคนิคที่ดีกว่าในการโฆษณาคือ การถ่ายทอดประโยชน์ของสินค้าให้ ชัดเจน พุ่งประเด็น สร้างความต้องการอยากรู้ และสำคัญที่สุดคือทำให้เกิดพฤติกรรมต้องการซื้อนั่นเอง


7.สร้างเป้าหมายและทำการตลาดให้สอดคล้องกัน     เมื่อคุณมีความชัดเจนกับธุรกิจ ก็ให้มุ่งความสนใจไป ยังประเด็นที่จะทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงลูกค้าได้ คุณจำเป็น ต้องเข้าใจเป้าหมายสูงสุดก่อน เพราะมันจะเพิ่มช่องทางให้ กับเว็บไซต์ของคุณ การเปลี่ยนแปลง และการจดจำยี่ห้อสินค้า ซึ่งจะทำให้คุณประเมินถึงความสำเร็จได้ 


8. การตลาดที่ดีต้องมีการวัดผลเสมอ  
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนั้นมีพลังที่น่าเหลือเชื่อในการติดตามประสิทธิภาพการทำตลาดของคุณ เครื่องมือต่างๆ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่าง Google Analytics ช่วยให้คุณสามารถติดตามพฤติกรรมของลูกค้าได้ คุณจะเข้าใจ ลูกค้าและให้บริการพวกเขาได้ตรงใจมากขึ้น คุณจะได้ข้อมูล ว่าพวกเขาออนไลน์เข้ามาชมเว็บไซต์เราเมื่อไร จากที่ไหน คลิกอะไรบ้าง ไปจนถึงออกจากหน้าเว็บเราไปได้อย่างไร คุณ สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์และแคมเปญโฆษณาได้อย่างลึกซึ้ง และทำการปรับปรุงเว็บไซต์จนกระทั่ง คุณพอใจกับผลลัพธ์ที่คุณต้องการ


9.ทดลองและประยุกต์ใช้   
นักการตลาดหลายคนยึดติดกับสื่อแบบเดิมๆ แต่เมื่อ พวกเขาได้ลองแคมเปญแบบใหม่แล้ว เขาควรจะใช้มันจน กว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุน แต่สภาพแวดล้อมของการทำ การตลาดออนไลน์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คุณสามารถหยุดชั่วคราว ยกเลิก หรือแม้กระทั่งเริ่มแคมเปญใหม่ได้เพียงแค่คลิกเมาส์เท่านั้น ใช้สื่อนี้ให้เป็นประโยชน์ แล้วตรวจสอบผลงานตามที่คุณตั้งไว้อย่างสม่ำเสมอ พึงระลึกอยู่เสมอว่าคุณสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ และหลังจาก นั้นคุณควรตอบสนองต่อสิ่งที่ได้ผลและไม่ได้ผล




 10.เจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างเจาะจง    
การเอาแนวคิดการตลาดแบบออฟไลน์มาทำเป็น ออนไลน์นั้นอาจจะง่ายแต่ก็อาจพลาดประโยชน์ที่เหนือกว่า จากสื่อออนไลน์ เหมือนกับธรรมชาติของโลกแห่งความเป็น จริง ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจว่า คุณสามารถเสนอ แคมเปญการตลาดในหลายๆ ภาษา หรือเจาะจงประเทศ หรือเมืองนั้นๆ  การระบุขอบเขตประเทศกลุ่มเป้าหมาย หรือภาษาเพื่อโฆษณาอย่าง เฉพาะเจาะจงทำให้สื่อสารกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายชัดเจน มากขึ้น

     ถ้ายังมีคำถามอยู่ในใจว่า การทำการตลาดผ่านออนไลน์ เหมาะกับคุณไหม ลองหยุดสักครู่ แล้วคิดถึงการบริโภคสื่อ แบบเดิมของคุณดูว่า คุณรับข่าวสารจากทางไหนบ้าง รับสาระบันเทิงจากทางไหนบ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากแหล่งออนไลน์ทั้งนั้น และเช่นเดียวกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ก็รับ ข่าวสารจากสื่อออนไลน์ การที่คนไทยเกือบ 20 ล้านคน ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำก็น่าจะเป็นโอกาสในการทำการตลาด ที่มากมายมหาศาลที่คุณไม่น่าพลาด





กลยุทธ์การตลาด






วิธีการทำการตลาดบน Facebook (Facebook Markating)












วิธีทำการตลาดบน Facebook (Facebook Marketing)

 ทำ Social Network Marketing อย่างไรให้ได้ผล? ซึ่งสามารถใช้ได้กับ Social Network ทุกที่ แต่สำหรับบทความนี้ จะเจาะประเด็นไปที่ เฟซบุ๊ค (Facebook)แห่งเดียวเลย ซึ่งถ้าพูดถึงการทำการตลาดผ่าน Social Network แล้วล่ะก็ Facebook เป็นเว็บที่มีเครื่องมือในการทำการตลาดที่ทรงพลังมากที่สุดเลยทีเดียว  แต่ก่อนที่จะทำการโปรโมท หรือนำเสนออะไรออกไปบน Facebook ขอให้ศึกษาเครื่องมือต่างๆ ที่ Facebook มีให้สำหรับใช้ทำการตลาดให้ดีก่อนนะ ไม่อย่างนั้นแล้ว อาจจะเป็นผลเสียต่อธุรกิจของเพื่อนๆ เองได้ ซึ่งมีตัวอย่างจากหลายๆ ธุรกิจที่พยายามจะใช้ Facebook ในการหาคน ขายสินค้า หรือขยายเครือข่าย แต่ทำกันแบบผิดวิธีก็มีให้เห็นกันเต็ม Facebook ไปหมด ผมจะแยกให้เห็นวิธีที่ผิด กับวิธีที่ถูกต้องให้ดู แล้วจะเห็นว่า มันคนละเรื่องกันเลย เรามาดูวิธีทีผิดก่อนแล้วกัน
       
การทำตลาดบน Facebook แบบผิดวิธี


1.Wall Spam คนกลุ่มนี้จะนำข้อความโปรโมทธุรกิจหรือสินค้า ไปโพสโปรโมทบนกระดานข้อความของผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของ... ลองนึกถึงคนที่คุณไม่รู้จักบังเอิญเจอกันริมถนน เดินตรงเข้ามาหาคุณ แล้วยื่นกระปุกอาหารเสริมส่งมาให้คุณ แล้วบอกว่า ซื้อสิ 250 บาทเอง สรรพคุณดีอย่างนั้นอย่างนี้  คุณจะถอยออกมาห่างๆ หรือเอี้ยวตัวหลบ แล้วเดินหนีไปเลย เพราะไม่ไว้ใจ ไม่รู้ว่ามาดีหรือร้าย ไม่มีการทักทาย ไม่มีการแนะนำตัวว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ๆ มาขายของโดยไม่รู้จักกัน เป็นใครก็หนีล่ะ วิธีทำการตลาดแบบนี้ เรียกได้ว่าไม่ฉลาดเอาซะเลยร้าย ไม่มีการทักทาย ไม่มีการแนะนำตัวว่าตัวเองเป็นใคร 


2.Tag Spam คนกลุ่มนี้พอจะฉลาดขึ้นมานิดหน่อย เพราะช่วงแรกก็มีคนหลงกลไปเยอะเหมือนกัน คนกลุ่มนี้จะใช้รูปภาพสาวน่ารักๆ บ้าง รูปคนถือเงินบ้าง ถ่ายรูปคู่กับรถหรูบ้าง...ฯลฯ... อัพโหลดขึ้นไปบน Profile ของตน แล้วติด Tag ชื่อเพื่อน (เพื่อนที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้จัก เพราะแอดชื่อไปทั่ว มั่วแหลก) ให้ว่อนไปทั่ว Facebook)
สองข้อข้างบนนี้ เป็นการทำ SPAM บน Facebook ถ้าคุณเป็นผู้ทำสิ่งเหล่านี้ ภาพสะท้อนของคุณก็จะติดลบทันที ผู้คนจะรำคาญสิ่งที่คุณทำ ไม่พอใจคุณ หรือถึงขั้นโพสด่าคุณกลับไปก็มีให้เห็นกันเยอะแยะนะครับ หรืออาจถึงขั้นนัดท้าตีท้าต่อยกันก็เป็นได้ทั้งนั้น เมื่อคุณสร้างความรำคาญ หรือความโกรธแค้นให้แก่ผู้อื่น ใครเขาอยากจะร่วมธุรกิจ หรือซื้อสินค้ากับคุณล่ะ 






Facebook Marketing แบบถูกวิธี

Facebook มีเครื่องมือให้เราเลือกใช้อยู่ 3 ส่วน หลักๆ คือ
1.Profile เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล มีระบบตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้สูงมาก
2.Group กลุ่ม คือการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่สนใจในเรื่องเดียวกัน หรือร่วมงานกัน
3.Page คือการสร้างหน้าโปรโมทแบรนด์สินค้า หรือโปรโมทธุรกิจ ที่คุณกำลังทำอยู่ สามารถมองเห็นได้ แม้ไม่ได้ Login (มีความเป็นสาธารณะสูง) กด Like เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวใน Page นั้นๆ (Fan Page)
ทั้ง 3 ส่วนนี้ ดูผิวเผินหน้าตาจะคล้ายๆ กัน จนดูแทบไม่ออก แต่ฟังก์ชั่นการทำงานนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน




Profile


เมื่อคุณสมัคร Facebook ครั้งแรก คุณจะได้โปรไฟล์ส่วนบุคคล (Profile) เป็นชื่อของคุณเอง ส่วนนี้ไม่ใช่ที่สำหรับทำธุรกิจ คุณสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ในระดับที่ลึกมากขนาดว่า ถ้าไม่ใช่เพื่อน จะไม่มีสิทธิ์เห็นข้อมูลของคุณ หรือแม้แต่เพื่อนบางคนก็ยังไม่สามารถมองเห็น หรือโพสกระดานข้อความของคุณได้เลยด้วยซ้ำหากคุณไม่อนุญาต ถ้าคุณจะเข้าไปดู Profile ของใครสักคน คุณต้อง Login Facebook ก่อน และบางทีเขาอาจจะต้องรับ Add Friend จากคุณก่อนด้วยซ้ำครับ คุณจึงจะเห็น Profile ของเขา ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเขา
หากจะนำมาใช้โปรโมทธุรกิจ ก็จะมีข้อจำกัดอยู่มากมาย เพราะมันไม่ใช่เครื่องมือทำธุรกิจครับ เช่น ไม่มีกราฟแสดงสถิติต่างๆ การส่ง Message หาเพื่อนๆ ก็ส่งได้ไม่เกินครั้งละ 20 คน หรือจะติด Tag ชื่อเพื่อนๆ ในรูป ก็ได้ไม่เกิน 50 ชื่อต่อ 1 รูป และในแต่ละ Profile คุณสามารถมีเพื่อนได้แค่ไม่เกิน 5,000 คน (นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่รู้) ซึ่งมันไม่เหมาะในการทำธุรกิจเอาซะเลย... สิ่งเหล่านี้เขามีไว้ให้สำหรับการใช้งานแบบบุคคลปกติ
แต่คนไม่ปกติบางคน ก็ใช้วิธีสมัครหลายๆ Profile  แล้วก็นำ Profile เหล่านี้ไปติด tag ชื่อเพื่อนกันเป็นร้อยเป็นพัน โดยการอัพโหลดรูปเดียวกันซ้ำๆ แล้วติด tag รูปละ 50 ชื่อ... ถ้าติด 20 รูป ก็ได้แล้ว 1,000 ชื่อ... แน่นอน คนเห็นเยอะจริง... แต่คนเกลียดคุณก็เยอะขึ้นด้วยไงล่ะ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าทำนะ หันมาใช้ของให้ถูกประเภทกันดีกว่า
Profile มีไว้ให้คุณสื่อสาร สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนของคุณ จะเอาไว้เล่นเกมส์ก็ได้ และบ่อยครั้งที่ผมรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ผ่านเกมส์บน Facebook และใน Proflie จะสามารถติดตั้ง Application ต่างๆ ได้มากมายนับไม่ถ้วนกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเกมส์สุดฮิตอย่าง FarmVille, Cafe' World, Restaurant City, CityVille, Mafia Wars, FishVille, ฯลฯ... หรือแบบทดสอบ (Quiz) กวนๆ เพื่อสร้างสีสัน เป็นกิจกรรมสร้างความสนุกสนานบน Facebook ให้เราและเพื่อนๆ ได้มีกิจกรรมในสังคมออนไลน์ร่วมกันนั่นเอง เราสามารถใช้ Application ต่างๆ เหล่านี้ในการเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ๆ ได้อย่างดีเลย และยังมี Application ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ หรือเว็บไซต์ต่างๆ อีกมากมาย 


Group


หากคุณมีกลุ่มเพื่อน กลุ่มทีมงานอยู่แล้ว คุณก็สามารถสร้างเป็น Group ขึ้นมาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารเฉพาะกลุ่มนั้นๆ การใช้งาน Group ถ้าเป็นแบบเก่า คุณสามรถส่งข้อความหาสมาชิกในกลุ่มได้ แต่ไม่เกิน 5,000 คน ถ้า Group ของคุณมีสมาชิกคนที่ 5,001 เมื่อไหร่ ฟังก์ชั่นส่งข้อความหาสมาชิกในกลุ่ม จะหายไปทันที
แต่ถ้าเป็น Group แบบใหม่ (เริ่มตั้งแต่ ตุลาคม 2010) จะไม่มีฟังก์ชั่นส่งข้อความหาสมาชิกใน Group แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ มีฟังก์ชั่นแชทกันเป็นกลุ่ม เมื่อมีสมาชิกเข้ามาโพสบนกระดานข้อความของกลุ่ม ระบบจะแจ้งไปยังอีเมล์ของทุกคนในกลุ่มให้รับทราบด้วย
Group อาจจะใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ในทีมงาน หรือเพื่อการนัดสังสรร หรือจัดอบรมให้ความรู้กับทีม หรือให้ข้อมูลอัพเดทบางสิ่งบางอย่างเฉพาะกล่ม คุณยังสามารถตั้งค่าเป็นกลุ่มเปิด หรือกล่มปิดก็ได้ แล้วแต่ความเหมาะสม  




Page

ถ้าเพื่อนๆ ต้องการจะโปรโมท แบรนด์หรือธุรกิจหรือสินค้า ออกไปในวงกว้างแล้วล่ะก็ ลองใช้ส่วนที่เป็น Page ในการโปรโมทดูน เพราะ Page จะมีเครื่องมือในการทำ Marketing อยู่หลายอย่างด้วยกัน 
อยากจะขอร้องเพื่อนๆ ที่กำลังทำ หรือคิดจะทำ การตลาดบน Facebook ว่า กรุณาอย่าทำแบบผิดวิธี เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ผลแล้ว อาจกระทบถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคุณเองเลยก็ได้ เพราะคุณอาจสร้างศัตรูขึ้นมามากมาย แล้วคุณจะอยู่แบบเป็นสุขได้อย่างนั้นการทำ Marketing แล้วผู้คนรำคาญ ไม่พอใจ จะเรียกว่าเป็น Marketing ได้อย่างไร ฉะนั้นการทำ Facebook Marketing คุณควรใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน ถ้าคุณใช้ของผิดประเภท ก็จะส่งผลเสียกับธุรกิจของคุณเอง ซึ่งไม่มีใครช่วยคุณได้นะ
        
(Article by: Nattaphon)